Mes amies

นักเรียนแผนการเรียน อังกฤษ-ฝรั่งเศส ห้อง 6 โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม

วันพุธ, มกราคม 23, 2551

มาดูขนมน่ากินกันนะ

NOUGAT ขนมอร่อย

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ถามถึงขนมหวานของฝรั่ง ชนิดหนึ่ง ชื่อ Nougat พอดีกับเป็นผู้ที่ชื่นชอบขนมหวานมากกว่า อาหารคาว อยู่เป็นทุนเดิม อย่างที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า มี “sweet tooth” ซึ่งในกรณีของผู้เขียน น่าจะใช้คำว่า “sweet teeth” เห็นทีจะเหมาะกว่า เพราะไม่ว่าจะไปรับประทานอาหารที่ใดก็ตาม มักจะเถลไถลแวะดูขนมก่อนอาหารคาวอยู่เป็นประจำ เวลาจะดูเมนู ก็ยังอุตสาห์ดู เมนูของหวาน ก่อนจะตัดสินใจสั่งของคาว เพื่อเก็บที่ไว้ให้ขนมในมื้อนั้นๆ ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมจึงมีโอกาสได้พบปะเยี่ยมเยียน และใช้บริการของ ทันตแพทย์ อยู่บ่อยกว่าคนอื่นๆ

ขนมหวานที่เรียกว่า Nougat นี้ ออกเสียงเรียกอย่างประเทศทางยุโรปโดยมาก จะเรียกว่า “นูก้า” เหมือนที่ฝรั่งเศสเรียก แต่อเมริกัน ออกเสียงเป็น “นูกัด” ฟังดูในภาษาไทยไม่ใคร่จะน่ากินเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด จำได้ว่าได้เคยลองชิมเป็นครั้งแรกเมื่อยังเด็กอยู่มาก ใครสักคนซื้อมาฝาก เป็นของ St. Michael ทำจำหน่าย อยู่ในกล่องกระดาษแข็งสีฟ้าอ่อนๆ ขนาดโตกว่าซองบุหรี่สักหน่อย ข้างในมีขนมสีขาวหม่น มีกระดาษบางๆห่อเป็นชิ้นๆ ประมาณหกชิ้น ตัวขนมไม่แข็งนัก เหนียวหนึบ แต่ไม่เหมือนตังเมของบ้านเรา เพราะเนื้อขนมดูจะโปร่งและเบากว่า

กระดาษที่ห่อมานั้น เมื่อแรกเชยมาก แกะออกทิ้ง เพราะไม่อ่านข้างๆซองที่เขาเขียนอธิบายไว้ หรือถึงแม้พยายามอ่านก็คงไม่เข้าใจ เพราะอายุยังไม่ถึงสิบขวบดีด้วยซ้ำ จนคุณแม่มาเห็นเข้า และอธิบายว่ากระดาษนั้น เป็น wafer paper หรือ rice paper ซึ่งรับประทานได้ จึงรู้สึกตื่นเต้นแบบเด็กว่าสามารถกินกระดาษที่ห่อได้ กลายเป็นขนมยอดนิยมของพวกพี่ๆและผู้เขียนในพริบตา เพราะกระดาษห่อขนมที่กินได้นี่เอง ดูเหมือนไม่ค่อยจะเกี่ยวกับรสชาติของขนมเท่าใดนักในตอนแรก



Nougat ที่ว่านี้ มี ถั่ว คลุกเคล้าอยู่ในเนื้อขนมด้วยสองสามชนิด พร้อมทั้งผลไม้เชื่อม (candied fruit) ที่คิดว่าคงเป็น เชอรี่ ผสมอยู่ด้วย เหนียวๆติดฟันแพ้ตังเมของเราไม่มากนัก ติดอกติดใจมาก เพราะหอมน้ำตาล หอมถั่ว และผลไม้ อร่อยทีเดียว มีโอกาสเมื่อไรเป็นต้องซื้อหามารับประทานเมื่อนั้น

น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่า ขนมของ St. Michael ชนิดนี้หายหน้าไปนานมากจากร้าน Mark & Spencer ไม่ว่าที่ไหน จนเมื่อราวสองปีมานี้ เพิ่งจะหาพบแต่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ไปจากเดิม เดี๋ยวนี้ทำเป็นท่อนสั้นๆ ไม่ได้ห่อใน wafer paper แล้ว บรรจุรวมกันอยู่ในถุงกระดาษแก้ว ถุงค่อนข้างโต รสชาติเปลี่ยนไปบ้าง คงปรับปรุงตำรา ที่ทำให้ผู้เขียนแอบลำเอียงว่าไม่อร่อยเท่าของเดิม เมื่อสมัยที่ขนมนี้ หายหน้าหายตาไป ต้องไปตามหาซื้อจากร้านอื่นๆแก้ขัด มีโอกาสได้ลองชิม nougat ของ Montelimar แล้วก็เลยติดใจจนทุกวันนี้
Nougat ถือกำเนิดมาให้คนชอบกินขนมอย่างแมงนอนดึกได้อร่อยกัน ตามประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16 ที่เมือง Marseille ประเทศฝรั่งเศส เล่ากันว่า พวก Greeks เป็นชาติแรกที่นำเข้ามาในฝรั่งเศส ทางเมือง Marseille บ้างก็ว่า พวกกรีก นำสูตรมาจาก ตะวันออกกลาง แต่เป็นอันว่า nougat มาแจ้งเกิดเอาจริงๆ แถมโด่งดังอีกต่างหาก ที่แผ่นดินฝรั่งเศสตอนใต้นั่นเอง ตำราดั้งเดิมมีส่วนผสมของ น้ำตาล น้ำผึ้ง ไข่ วานิลลา และ walnuts มีทั้งอย่างนุ่ม และ อย่างแข็ง

จนเมื่อปี ค.ศ. 1650 ปลายรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ ที่ สิบสี่ หลังจากที่ ต้น Almond ถูกนำเข้ามาปลูก พร้อมๆกับต้น Mulberry และเติบโตผลิดอกออกผล เนื่องจากถูกกับสภาพดินฟ้าอากาศของฝรั่งเศสตอนใต้ จนได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในยุโรปนั่นแหละ จึงมีการผสม ถั่ว almond ลงไปด้วย บริษัทแรกที่ผลิต nougat ผสม almond ขายจนมีชื่อเสียงเป็นแห่งแรกชื่อ Montelimar ซึ่งยังยืนยงและคงผลิตอยู่มาจนทุกวันนี้



การผลิต nougat ใน ปัจจุบันนั้น ทำด้วยเครื่องจักรทั้งหมด ไม่ต้องพึ่งพาพวก กล้ามแข็ง แรงดี กวนกันให้เมื่อยอีกต่อไป โดยนำส่วนผสมของน้ำตาล, glucose syrup, น้ำผึ้ง, และ invert sugar กลิ่นวานิลลา หรือ กลิ่น almond มาตีเข้าด้วยกัน แล้วทำให้เบาขึ้นด้วยไข่ขาว บางบริษัทจะผสม gelatin ด้วย เมื่อเหนียวได้ที่ ก็ผสมถั่วต่างๆ อันได้แก่ walnuts, almond, pistachio หรือ hazelnuts ที่บางตำราจะผสมผลไม้เชื่อมอย่าง cherry เชื่อมสีแดง สีเขียว หรือ ผลไม้เชื่อมชนิดอื่นๆ เพิ่มกลิ่นหอม สีสัน และรสชาติ
จากนั้นนำไปเทลงพิมพ์ ซึ่งอาจปูด้วย wafer paper หรือ ทาน้ำมัน หรืออื่นๆ ไม่ให้ nougat ติดพิมพ์ได้ แผ่ส่วนผสมลงในพิมพ์ หนาตามต้องการ รอให้เย็น แล้วตัดเป็นชิ้นๆ ตามรูปร่างที่กำหนดว่า(น่า) จะขายได้ โดยทั่วไปเป็นแท่งๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้า นี่เป็นอย่างดั้งเดิม แต่ที่เคยเห็นเอามาเทลงพิมพ์ เป็นรูปร่างอื่นๆก็มี เป็นอันจบกระบวนการผลิตขนมหวานที่มีอายุยืนยาวที่สุดชนิดหนึ่ง
Nougat สีขาวหม่น เหล่านี้ บางครั้งจะมีการเติมสีอ่อนๆให้น่ากินยิ่งขี้น เช่น ชมพูอ่อน เขียวอ่อน เดี๋ยวนี้ ผลิตภัณฑ์ จาก nougat ถูกตกแต่งแปลงโฉมไปหลายรูปแบบ ซึ่งบางอย่างอาจถึงกับจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่สังเกต เช่นเคลือบด้วย chocolate เป็นไส้ใน candy bars หลากชนิด ผสมอยู่ใน ice cream หรือ cake เป็นต้น

Nougat ยังคงถือเป็นขนมพิเศษ ที่เชิดหน้าชูตาของ ทางตอนใต้ด้านฝั่งตะวันออก ของประเทศ ฝรั่งเศสอยู่จนทุกวันนี้ และยังรวมอยู่ในรายการหนึ่งของขนมหวาน สิบสามชนิด ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในมณฑลโพรวองซ์ อีกด้วย Nougat มีทั้งอย่างขาวและ ดำ (nougat blanc, nougat noir) ซึ่งไม่ดำสนิทจริง แต่เป็นสีน้ำตาลเข้ม แบบน้ำตาลไหม้ วิธีทำก็คล้ายคลึงกัน มาก รสชาติใกล้เคียง คือ หวาน หอม มัน เป็นขนมที่ไม่เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน เป็นอย่างยิ่ง

วันพุธ, มกราคม 16, 2551

หอไอเฟล







หอไอเฟล (ฝรั่งเศส: Tour Eiffel, อังกฤษ: Eiffel Tower) หอคอยโครงสร้างเหล็กตั้งอยู่บนชองป์ เดอ มารส์ บริเวณแม่น้ำแซน ในกรุงปารีส หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย
หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบ "กุสตาฟ ไอเฟล" ในปี พ.ศ. 2549 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลมีความสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) (รวมเสาอากาศสูง 24 เมตร (79 ฟุต)) ซึ่งก็สูงเท่ากับตึก 81 ชั้น
เมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอไอเฟลกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแทนที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน และได้ครองตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ก็ได้เสียตำแหน่งให้แก่ตึกไครส์เลอร์ (319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต) ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ปัจจุบันฟอไอเฟลสูงเป็นอันดับที่ 5 ในประเทศฝรั่งเศสและสูงที่สุดในกรุงปารีส ซึ่งอันดับสองคือหอมงต์ปาร์นาสส์ (Tour Montparnasse - 210 เมตร หรือ 689 ฟุต) ซึ่งในไม่ใช้จะถูกแทนที่โดยหออาอิกซ์อา (Tour AXA - 225.11 เมตร หรือ 738.36 ฟุต)




โครงสร้าง


หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ด้านบนนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับตึกแล้วจะมีประมาณ 75 ชั้น ในขณะที่ก่อสร้างปี พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889) หอไอเฟลนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดบนโลก โดยถูกล้มตำแหน่งเมื่อเมืองนิวยอร์กได้สร้าง ตึกไครสเลอร์ สูง 319 เมตร(1046 พุต)
น้ำหนักเหล็กที่ใช้ก่อสร้างนั้นทั้งหมด 7,300 ตัน และถ้ารวมทั้งหมดก็เป็น 10,000 ตัน ส่วนจำนวนบันไดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อแรกเริ่มนั้นมี 1710 ขั้น ในทศวรรษที่ 1980 มี 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ขั้น




เหตุการณ์
10 กันยายน พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) - โทมัส เอดิสันได้เข้าชมหอไอเฟล
พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอคอยได้สร้างเสร็จ และเป็น 1 ในสิ่งก่อสร้างในงาน EXPO
พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) - ฟ้าผ่าหอไอเฟล จึงได้มีการซ่อมยอดของหอ สูง 100 เมตร (330 ฟุต) และเปลี่ยนดวงไฟที่เสียหาย
พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) หอเสียตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ให้แก่ตึกไครส์เลอร์
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468-พ.ศ. 2477(ค.ศ. 1925-1934) ประดับไฟ 3 ด้านใน 4 ด้านของหอ
พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) เมื่อนาซีเยอรมันสามารถยึดปารีสได้แล้ว ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟท์ออก ทำให้ฮิตเลอร์ต้องปีนบันได 1,665 ขั้น แต่เขาไม่ปีน เขาให้เอาธงเยอรมันไปปักไว้บนหอแทน
พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เดือนสิงหาคม ฮิตเลอร์สั่ง Dietrich von Choltitz ให้เผาเมืองปารีส และหอทิ้ง แต่เขากลับฝืนคำสั่งไม่เผา เพราะว่าเขาเสียดายเมือง
พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) วันที่3 มกราคม ไฟไหม้ยอดของหอ และในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำเสาอากาศวิทยุไปติ้งตั้งบนยอดด้วย
ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเคลื่อนย้ายรื้อร้านอาหารที่เก่าแก่ในหอออก ไปสร้างใหม่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาแทน
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอ
พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) วันที่28 พฤศจิกายน หอไอเฟลต้อนรับแขกคนที่ 200 ล้าน
พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) วันที่22 กรกฎาคม ไฟไหม้ยอดของหอ ในห้องเก็บของอีกครั้ง ใช้เวลาดับไฟประมาณ 40 นาที

วันจันทร์, ธันวาคม 17, 2550

Les temps de l' indicatif

Les temps de l' indicatif
L' imparfait
การใช้ :
1. บรรยายเหตุการณ์หรือบอกสภาพที่ดำรงอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต (la durée, la description, et la situation)
- Quand elle était jeune, elle était mince et belle. (ตอนหล่อนเป็นสาว หล่อนร่างบางและสวย)
- Avant il y avait beaucoup de poissons dans cette rivière. (เมื่อก่อนนี้มีปลามากในแม่นํ้าสายนี้)
- C' était un dimanche, il faisait beau, les gens se promenaient dans les rues ou bavardaient
à la terrasse de café. J' étais heureuse. (เป็นวันอาทิตย์หนึ่งที่อากาศสดใส ผู้คนเดินเล่นตามท้องถนน
หรือไม่ก็พูดคุยกันบนเทอเรสของร้านกาแฟ ฉันรู้สึกมีความสุข)
2. พูดถึงสิ่งที่กระทำเป็นประจำในอดีต หรือบรรยายเหตุการณ์ที่ซํ้าๆกันในอดีต (l' habitude et la répétition)
- Il prenait toujours un café après le déjeuner. (เขาดื่มกาแฟหลังอาหารกลางวันเป็นประจำ))
- Chaque fois qu' il me voyait, il me disait qu' il pensait à moi ! (ทุกครั้งที่เขาเห็นฉันเขาจะบอกว่าคิดถึงฉัน)
3. ใช้แทนรูป présent ของคำกริยาในประโยคตาม ในการนำคำพูดของคนอื่นไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง (discours indirect)
เมื่อคำกริยาในประโยคนำอยู่ในรูปอดีต (passé)
- Il dit qu' il veut voyager loin.
-> Il a dit qu' il voulait voyager loin.
- Il dit qu' il en a assez de son travail.
-> Il disait qu' il en avait assez de son travail.
4. ใช้คู่กับ passé composé เพื่อบอกว่า ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ อีกเหตุการณ์ก็เกิดแทรกขึ้นมา [เหตุการณ์ที่
กำลังดำเนินอยู่ในอดีตใช้ imparfait ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรกขึ้นมาใช้ passé composé]
- Je dormais tranquillement quand, soudain, quelqu'un m' a appelé. (ฉันกำลังหลับสบายตอนที่มีคนเรียกฉัน)
5. บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดขึ้นในอดีต
- Encore un pas et je tombais ! (นี่อีกเพียงก้าวเดียวฉันก็คงจะล้มแล้ว)
- Ah j' oubliais de vous dire une chose, c' est qu' on saura le résultat plus tôt que prévu. (อ้า ! เกือบลืมบอก
อะไรเธอไปอย่างหนึ่ง คือเราจะรู้ผลการสอบเอนทรานซ์เร็วกว่ากำหนด)
6. [สำหรับเหตุการณ์ปัจจุบัน] ในประโยคเงื่อนไขหรือสมมุติ นำด้วย Si + verbe (ในรูป imparfait) คู่กับอีกประโยคหนึ่งที่
verbe อยู่ในรูป conditionnel présent เพื่อเป็นการสมมุติสิ่งที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือมีโอกาส
เป็นไปได้น้อยมาก [ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2]
- Si j' avais le temps, je viendrais te voir. (ถ้าฉันมีเวลาฉันจะมาหาเธอ) [แต่เป็นที่รู้กันว่าไม่มีเวลา]
- Si j' étais elle, je ferais plus attention. (ถ้าฉันเป็นหล่อนฉันจะใส่ใจกว่านี้) [แต่เป็นที่รู้กันว่าหล่อนไม่ค่อยใส่ใจ
และฉันก็ไม่ใช่หล่อนด้วย]
7. [สำหรับเหตุการณ์ในอนาคต] ในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Si + verbe ........... ? (ในรูป imparfait) เพื่อชักชวนหรือเสนอแนะ
- Si on allait au cinéma ce soir ? (คํ่านี้เราไปดูหนังกันไหม)
- Si nous faisions un pique-nique ce samedi ? (วันเสาร์นี้เราไปปิคนิคกันดีไหม)
8. ตามหลัง "comme si" เป็นเชิงเปรียบเทียบ หรือ ตั้งสมมุติฐาน มีความหมาย = "ราวกับว่า" [แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่]
- Il me parle comme s' il était mon patron. (เขาพูดกับฉันราวกับว่าเขาเป็นเจ้านายฉัน)
สำนวน "être en train de" ในรูป imparfait ตามด้วย infinitif ใช้เพื่อเน้นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต
- Qu' est-ce que tu faisais quand je t' ai téléphoné ? (เธอกำลังทำอะไรอยู่ตอนที่ฉันโทรมาหาเธอ)
- J' étais en train de préparer le dîner. (ฉันกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่)
รูปแบบ : [การผันคำกริยาในรูป imparfait]
1. นำคำกริยาที่ต้องการมาผันกับประธานบุรุษที่ 1(Nous)ในรูป présent
2. ตัดลงท้าย "ons" ออก
3. เติมลงท้ายที่แกนของคำกริยาด้วย : _ais, _ais, _ait, _ions, _iez, _aient :
1er groupe (parler) : Nous parlons -> parl_ ->
2e groupe (finir) : Nous finissons -> finiss_ ->
3e groupe (prendre) : Nous prenons -> pren_ ->


1er groupe parler 2e groupe finir 3e groupe prendre

Je parlais finissais prenais
Tu parlais finissais prenais
Il / Elle parlait finissait prenait
Nous parlions finissions prenions
Vous parliez finissiez preniez
Ils / Elles parlaient finissaient prenaient
ยกเว้น verbe "être" ทีใช้แกน "ét_"
J' étais, Tu étais, Il / Elle était, Nous étions, Vous étiez, Ils / Elles étaient
Verbe ที่ลงท้ายด้วย "_ger" เช่น manger, voyager, changer, mélanger, songer ... [g + e + a]
Je mangeais, Tu mangeais, Il / Elle mangeait, Nous mangions, Vous mangiez, Ils / Elles mangeaient
Verbe ที่ลงท้ายด้วย "_cer" เช่น commencer, placer, déplacer, tracer ... [ç + a]
Je plaçais, Tu plaçais, Il / Elle plaçait, Nous placions, Vous placiez, Ils / Elles plaçaient

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 22, 2550

ปฏิทิน + นาฬิกาน่ารัก






14 กรกฎาคม Bastille Day วันชาติฝรั่งเศส


วัน Bastille คือวันที่ 14 กรกฏาคม เป็นวันที่คุก Bastille:ซึ่งคุมขัง นักโทษทางการเมืองในฝรั่งเศสถูกทำลายโดยพลังประชาชน วันนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ ของการสิ้นสุดการปกครองแบบราชาธิปไตยในประเทศฝรั่งเศส และเริ่มต้นศักราชของ การปกครองแบบสาธารณรัฐเป็นครั้งแรก
ในวันหยุดประจำชาติวันนี้ คือห้วงเวลาที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสจะร่วมกันรำลึกถึง การก่อตั้งสาธารณรัฐ อีกทั้งในวันนี้ยังเป็นวันที่เปรียบเสมือนกับรากเหง้าประวัติศาสตร์ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองอันน่าจดจำ ซึ่งลำดับเหตุการณ์โดยสังเขปในครั้งนั้น มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้




5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ; บรรดาเหล่าขุนนางในระบอบการปกครอง แบบราชาธิปไตยเปิดประชุมสภาขุนนางทันทีที่ พวกเขาได้ข่าวว่า บรรดาชนชั้นกรรมมาชีพ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคมฝรั่งเศสใน สมัยนั้น เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เป็นระบอบสาธารณรัฐ รวมทั้งให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญและก่อตั้งรัฐสภาแห่งชาติ20 มิถุนายน ค.ศ. 1789 ; ตัวแทนของคณะก่อการจากชนชั้นกรรมมาชีพ ได้กระทำสัตยาบรรณร่วมกัน ที่เรียกว่า Jeu de Paume ซึ่งจารึกไว้ว่า เหล่าคณะผู้ก่อการจะไม่ แตกแยกกันจนกว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญเป็น ผลสำเร็จ แนวความคิดของคณะผู้ก่อการ ได้รับการตอบรับอย่างยิ่งยวดจากประชาชนชาว ฝรั่งเศสที่ต้องต่อสู้กับความแร้นแค้น และสภาวะเสื่อมถอยของสังคมในสมัยนั้น ในขณะที่แนวความคิดนี้ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง กับชนชั้นขุนนาง14 กรกฏาคม ค.ศ. 1789 ;เมื่อมีแนวร่วมมากขึ้นทำคณะปฏิวัติ แข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ ประชาชนในปารีสได้รวมตัวกันเดินขบวนไปยังคุก Bastille เพื่อ ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองที่มีความเห็นไม่ตรงกันกับบรรดาเหล่าขุนนางความล่มสลายของคุก Bastille ภายใน 1 วันด้วยพลังประชาชนทำให้การปฏิวัติประสบ ผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ; การปฏิวัติประสบผลสำเร็จ ความล่มสลาย ของคุก Bastille กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ และประชาธิปไตย ของชาวฝรั่งเศส ทุกคนตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

มาเที่ยวฝรั่งเศสกันเถอะ

วัฒนธรรมและการพักผ่อนหย่อนใจ
ในปี 2006 กระทรวงวัฒนธรรมได้รับงบประมาณเป็นจำนวนเงิน 3 พันล้านยูโร ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายกิจกรรมทางวัฒนธรรมซึ่งมีจำนวนถึง 13 พันล้านยูโร มาจากงบประมาณของรัฐบาลและอีกครึ่งหนึ่งมาจากงบประมาณขององค์กรในระดับท้องถิ่น
ในแต่ละปี ครอบครัวชาวฝรั่งเศสใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม การบันเทิง กีฬาและการเล่นต่างๆ โดยเฉลี่ยเท่ากับ 1,385 ยูโร
หนังสือ
ในปี 2004 หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มีทั้งหมด 65,705 เรื่อง จำนวน 512 ล้านเล่ม เป็นการพิมพ์ครั้งแรก 30,926 เรื่องและพิมพ์ซ้ำ 37,779 เรื่อง
ในปีเดียวกัน ยอดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์มีจำนวนทั้งสิ้น 388 ล้านเล่ม เป็นจำนวนเงิน 2.8 พันล้านยูโร
หนังสือพิมพ์
ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 30 อ่านหนังสือพิมพ์รายวันทุกวัน ทั้งนี้มีหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายทั่วทั้งประเทศ 10 ฉบับและเฉพาะในระดับท้องถิ่นอีก 65 ฉบับ
ในแต่ละปี มียอดการพิมพ์จำหน่ายโดยรวม 4.7 พันล้านฉบับ
นิตยสาร
ในจำนวนนิตยสารที่มียอดจำหน่ายติด 100 อันดับแรก มี 6 ฉบับที่ยอดพิมพ์สูงกว่า 1 ล้านเล่ม และ 8 ฉบับที่มียอดพิมพ์สูงกว่า 5 แสนเล่ม
เมื่อเทียบจำนวนของนิตยสารที่ออกจำหน่ายกับจำนวนประชากร พบว่า ชาวฝรั่งเศสติดอันดับชาติที่ชอบอ่านนิตยสารมากที่สุดชาติหนึ่งในโลก (จำนวน 1,354 ฉบับต่อประชากร 1,000 คน)
โทรทัศน์
โทรทัศน์ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ชาวฝรั่งเศสนิยมมากที่สุด เวลาโดยเฉลี่ยที่หมดไปกับการดูโทรทัศน์เท่ากับ 3 ชั่วโมง 15 นาทีต่อคนต่อวัน
สถานีโทรทัศน์มีมากกว่า 180 ช่อง ในจำนวนนี้
85 สถานีที่มีการแพร่ภาพในระดับประเทศและดำเนินการโดยรัฐ ได้แก่ France 2, ช่อง France 3, France 4. France 5 (สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา) และ Arte (เสนอรายการทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสและเยอรมัน) 83 สถานีทีมีการแพร่ภาพระดับประเทศและดำเนินการโดยเอกชน ได้แก่ TF1, M6 และ Canal Plus (ซึ่งเป็นสถานีระบบบอกรับสมาชิก เฉพาะในฝรั่งเศสมีสมาชิกประมาณ 8 ล้านคนและ 6.7 ล้านคนเป็นสมาชิกจากส่วนอื่นๆของโลก) 8นอกจากนี้ ยังมีสถานีโทรทัศน์ระบบเคเบิลอีกกว่า 30 ช่องซึ่งดำเนินการทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น (ร้อยละ 45 ของครัวเรือนติดตั้งระบบเคเบิล) 8นอกจากนี้ ยังมีสถานีอีกมากมายซึ่งสามารถรับได้โดยการติดตั้งจานดาวเทียม (Canal Satellite, TPS ฯลฯ) 8TV5 และ Canal France International (CFI) เป็นสถานีโทรทัศน์ซึ่งแพร่ภาพไปยังต่างประเทศ ปี 2006 จะมีการเปิดสถานีข่าว CII ซึ่งแพร่ภาพไปทั่วโลก (ลักษณะเดียวกับ BBC และ CNN)
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.tv5.org
วิทยุ
บริษัท Radio France เป็นบริษัทที่รวมกลุ่มสถานีวิทยุที่เป็นของรัฐ ได้แก่ France Inter, France Info (เป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง) France Culture, Radio Bleue และ FIP
ส่วนสถานีที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนประกอบไปด้วย RTL (สถานีวิทยุที่มีผู้ฟังมากที่สุดของฝรั่งเศส) Europe 1, Radio Monte Carlo และสถานีอื่นๆอีกมากมายที่เสนอทั้งเรื่องราวทั่วๆไปและที่เน้นไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น สถานีที่มีแต่รายการดนตรี หรือนำเสนอสาระความรู้ บริการสาธารณะและบริการท้องถิ่น สถานีทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสถานีกระจายเสียงในระบบเอฟเอ็ม
สำหรับสถานีที่มีกำลังส่งไปยังประเทศอื่นๆนอกฝรั่งเศส ได้แก่ สถานี Radio France Internationale (มีผู้ฟังประมาณ 30 ล้านคนทั่วโลก) และ RMC-Moyen-Orient ส่งกระจายเสียงไปยังประเทศต่างๆในตะวันออกกลาง ส่วนสถานี MEDI 1 เน้นไปยังผู้ฟังใน 3 ประเทศทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา (อัลจีเรีย ตูนีเซียและโมร็อกโก)
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.rfi.fr
สารสนเทศและมัลติมีเดีย
แม้ว่าร้อยละ 80 ของคนฝรั่งเศสมองว่า คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในการประกอบอาชีพมากกว่าจะใช้เพื่อการอื่น แต่ร้อยละ 50 ของครัวเรือนกลับมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ที่บ้าน
อินเทอร์เน็ตซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันมีชาวฝรั่งเศสประมาณ 4 ล้านคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงานและที่บ้าน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การใช้อินเทอร์เน็ตในฝรั่งเศสได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งองค์กร หนังสือพิมพ์รายวัน หน่วยงานของรัฐ บริษัท ต่างมีเว็บไซต์ของตนเองนำเสนอข้อมูลข่าวสารในหลายๆแง่มุม (กีฬา การศึกษา การบริการรูปแบบต่างๆ ภาพยนตร์…)
เว็บไซต์ประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ เว็บไซต์ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลด้านต่างๆ เว็บไซต์ของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (เช่น เว็บไซต์ของ Wanadoo ของ France Telecom) และเว็บไซต์ที่เสนอการบริการในรูปแบบต่างๆ
ภาพยนตร์
ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศผู้คิดค้นภาพยนตร์ขึ้นในโลกเมื่อปี 1895 ยังคงมีผลงานทางด้านนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2004 มีการผลิตภาพยนตร์จำนวนทั้งสิ้น 219 เรื่อง (อันดับ 2 ของโลกในแง่ของการลงทุนทางด้านภาพยนตร์)
ร้อยละ 53 ของชาวฝรั่งเศสดูภาพยนตร์อย่างน้อย 1 เรื่องต่อปี ร้อยละ 32 ดูภาพยนตร์อย่างน้อย 1 เรื่องต่อเดือน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโรงภาพยนตร์มากที่สุดในโลก รวมทั้งสิ้นมีจำนวน 5,300 โรงทั่วประเทศ 127 แห่งเป็นโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.cnc.fr
ดนตรีและการเต้นรำ
ฝรั่งเศสมีนักแสดงละครและนักเต้นรำประมาณ 11,300 คนและศิลปินที่เป็นนักดนตรี นักร้องเพลงคลาสสิกอีก 16,200 คน ในแต่ละปีจะมีเทศกาลดนตรี โอเปร่าและการเต้นรำประมาณ 250 งาน นอกจากนี้ยังมีนักร้องเพลงสมัยใหม่อีก 8,700 คน
ในส่วนของศิลปินสมัครเล่นมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ได้มีการสอนทั้ง 2 สาขามากขึ้น (หากนับเฉพาะสาขาดนตรี สถาบันที่สอนมี 4,300 แห่ง)
การละคร
จำนวนผู้เข้าชมละครในแต่ละปีมีประมาณ 8 ล้านคนจากการแสดง 50,000 รอบ (ทั้งในโรงละครระดับประเทศ ศูนย์ศิลปะการละครระดับชาติ และโรงละครของเอกชน) ในฝรั่งเศสคณะละครอิสระซึ่งมีกว่าพันคณะจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้นิยมชมชอบศิลปะแขนงนี้นอกเหนือไปจากการแสดงตามโรงละครใหญ่ๆในกรุงปารีสและปริมณฑล รวมทั้งในเมืองใหญ่ต่างๆ และตามงานเทศกาลที่มีชื่อเสียง เช่น งานเทศกาลที่เมือง Avignon
พิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางประวัติศาสตร์
ฝรั่งเศสมีพิพิธภัณฑ์ประมาณ 1,200 แห่งซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้หลายสิบล้านคนในแต่ละปี เฉพาะพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) และพิพิธภัณฑ์ออร์เซ่ (Musée d’Orsay) มีผู้เข้าชมมากกว่า 70 ล้านคนต่อปี
ตามเมืองต่างๆส่วนมากมักจะมีพิพิธภัณฑ์อย่างน้อยหนึ่งแห่งตั้งอยู่ ในส่วนของสถานที่ทางประวัติศาสตร์มีมากกว่า 2,400 แห่งที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม (8 ล้านคนต่อปี) ซึ่งรวมทั้งหอไอเฟล (Eiffel) ที่นับเป็นสถานที่ๆมีผู้เข้าชมมากที่สุด (6 ล้านคนต่อปี) นอกจากนี้ ยังมีอาคารอีก 41,800 แห่งที่ได้รับการอนุรักษ์ให้ป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.culture.gouv.fr
กีฬา
การเล่นกีฬามีการพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนสมาชิกสังกัดสมาคมกีฬาต่างๆ มีเกือบ 10 ล้านคน เทนนิสและฟุตบอลเป็นสมาคมที่มีสมาชิกมากที่สุด ส่วนยูโด เปตอง ขี่ม้า แบดมินตันและกอล์ฟเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้กีฬาประเภทการค้นหาและการผจญภัย เช่น จักรยานวิบาก การเดินป่า การปีนเขา การเล่นเครื่องร่อน การพายเรือแคนูและคายัก ก็มีผู้นิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.jeunesse-sports.gouv.fr
งานนิทรรศการและงานเทศกาลต่างๆ
ชาวฝรั่งเศสชอบเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในงานเทศกาลทั้งทางวัฒนธรรมและบันเทิงที่มีการจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการอินเทอร์เน็ต งานวันมรดกแห่งชาติ เทศกาลดนตรี งานเทศกาลส่งเสริมการอ่าน สัปดาห์วิทยาศาสตร์ ในแต่ละปี การจัดงานเหล่านี้จะได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง
8งานวันมรดกแห่งชาติจะเปิดให้เข้าชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่โดยปกติสาธารณชนไม่สามารถเข้าชมได้ (กระทรวงต่างๆ สถานทูต บริษัท ธนาคาร) 8ส่วนงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์และบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสังคม 8ในส่วนของงานนิทรรศการหนังสือและการส่งเสริมการอ่าน จะเป็นในรูปของการจัดให้มีการพบปะนักเขียน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับวิธีการประพันธ์ การประกวดแต่งเรื่องสั้นและทำความรู้จักกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ 8งานนิทรรศการอินเทอร์เน็ตเน้นให้สาธารณชนทราบถึงข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของสังคมข้อมูลข่าวสาร

วันพุธ, ตุลาคม 31, 2550

...มาหัดนับตัวเลขกันดีกว่า...

1-un 2-deux 3-trois
4-quatre 5-cinq 6-six
7-sept 8-huit 9-neuf
10-dix 11-onze 12-douze
13-treize 14-quatorze 15-quize
16-seize 17-dix-sept 18-dix-huif
19-dix-neuf 20-vingt 21-vingt et un
22-vingt-deux 23-vingt-trois 24-vingt-quatre
25-vingt-cinq 26-vingt-six 27-vingt-sept
28-vingt-huit 29-vingt-neuf 30-trente
31-trente et un 32-trente-deux 33-trente-trois
34-trente-quatre 35-trente-cinq 36-trente-six
37-trente-sept 38-trente-huit 39-trente-neuf
40-qarqnte 41-qarqnte et un 42-qarqnte-deux
43-qarqnte-trois 44-qarqnte-quatre 45-qarqnte-cinq
46-qarqnte-six 47-qarqnte-sept